ข้อมูลชุมชน บ้านวาเมทะ
บ้านวาเมทะ หมู่ที่ 9 ตำบลสบโขง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเผ่ากะเหรี่ยง ตั้งถิ่นฐานมานานแล้ว พื้นที่อยู่บนภูเขาสูง ประชากรส่วนใหญ่ทำไร่ ทำนาและเลี้ยงสัตว์ แต่ในปัจจุบันมีจำนวนประชากรมากขึ้นจึงมีการขยายพื้นที่ทำกินมากขึ้นจึงทำให้ป่าที่เคยสมบูรณ์มีปริมาณลดลงอย่างรวดเร็ว โดยที่หมู่บ้านมีแม่น้ำเงาไหลผ่านและเป็นแม่น้ำสายหลักที่ชุมชนอาศัยเป็นแหล่งหาสัตว์น้ำในการดำเนินชีวิตมาแต่อดีต
อาณาเขตติดต่อของหมู่บ้านวาเมทะ
- ทิศเหนือ ติดต่อกับ บ้านโอโลคีบน ตำบลสบโขง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
- ทิศใต้ ติดต่อกับ บ้านทีตะอีคี ตำบลสบโขง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับ บ้านมอโพทะ ตำบลสบโขง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับ บ้านทีผะแหล่ ตำบลสบโขง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
ผู้นำชุมชน
นายซะบอ เกอเตระ อสม.
ระยะทาง
เส้นทางที่ 1 กศน. อมก๋อย ถึงบ้านวาเมทะ ประมาณ 75 กิโลเมตร
เส้นทางที่ 2 กศน. อมก๋อย ถึงบ้านวาเมทะ ประมาณ 227 กิโลเมตร
การคมนาคม
รถยนต์ และรถมอเตอร์ไซค์ เข้าได้ช่วงเดือน ธันวาคม - เมษายน ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนต้องเดินเท้าจากบ้านราชา – วาเมทะ ระยะทางใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชั่วโมง และอีกเส้นทางคือไปทางอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 7-8 ชั่วโมง
สภาพทางเศรษฐกิจ
ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม คือ ทำไร่ข้าว ทำนา ปลูกพลู ปลูกพืชผักสวนครัว หาของป่าขายเช่น น้ำผึ้ง ปลูกพืชเศรษฐกิจคือ พริก การเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ เช่น ไก่ หมู วัว และการออกไปรับจ้างขึ้นลำไย ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 2000-3,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี
ลักษณะทางภูมิประเทศ
โดยทั่วไปล้อมรอบไปด้วยภูเขาซึ่งมีแม่น้ำเงาไหลผ่าน ภูเขาสลับกันเป็นลูกๆ
ศาสนา - คริตส์
สาธารณูปโภคและสุขอนามัย
- การสื่อสาร วิทยุสื่อสารจากสำนักงาน กศน.อำเภออมก๋อย
- ไฟฟ้า ระบบโชล่าร์เซลล์
- ประปา ระบบประปาภูเขา
- ห้องน้ำ หลุมซึม
ประวัติศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านวาเมทะ
ปี พ.ศ. 25
43 เป็นการเดินสอนไปเป็นบ้านๆและเริ่มสร้างศาลาเล็กๆเพื่อเป็นศูนย์กลางการจัดการเรียนการสอนให้กับชุมชน
ปี พ.ศ. 2546 เริ่มสร้างศูนย์การเรียนโดยขึ้นไปสร้างบนเชิงเขาจอปาซิโจซึ่งตอนนั้นชุมชนยังสร้างริมแม่น้ำเงายังไม่ได้ย้ายตามขึ้นไป
ปี พ.ศ. 2547 เกิดน้ำป่าไหลหลากพัดบริเวณหมู่บ้านสร้างความเสียหายให้กับ
ชุมชนอย่างมากชาวบ้านในชุมชนจึงพร้อมกันย้ายตามขึ้นไปสร้างบ้านเรือนใกล้กับศูนย์การเรียนจนถึงปัจจุบันศูนย์การเรียนหลังเดิมชำรุดทรุดโทรมลงไปบ้างแต่ก็ยังสามารถทำการจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติ
